ชุมฉ่ำน้ำตก “เอราวัณ-ห้วยแม่ขมิ้น” ที่ “กาญจนบุรี

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
ฤดูฝนอย่างเป็นทางการยังมาไม่ถึง แต่ฝนฟ้าบ้านเรายังคงโปรยสายลงมาแบบไม่เกรงอกเกรงใจผู้คน แถมบางช่วงบางวันยังตกพร่ำเพรื่ออีกต่างหาก

ด้วยสภาพของฝนฟ้าที่ตกเยอะเป็นพิเศษในปีนี้ ทำให้ปิ๊งไอเดียว่าควรไปเที่ยวเล่นน้ำตกให้ชุ่มปอดที่เมืองกาญจน์กันดีกว่า เพราะเมื่อมีฝนน้ำตกก็สวย ป่าก็สด ต้นไม้ใบหญ้าก็ชุ่มชื้น ว่าแล้วเราก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแล้วออกเดินทางสู่จังหวัดกาญจนบุรีอย่างไม่รีรอ

 

 

 




เอราวัณ

จุดหมายแรกในเมืองกาญจน์เรามุ่งหน้าสู่ “แคมป์ช้างทวีชัย” ในอ.ศรีสวัสดิ์ เพื่อมาดูเจ้าสัตว์ใหญ่แสนรู้และใจดี ที่นี่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก เพราะมองไปทางไหนก็จะเจอแต่ฝรั่งเต็มไปไหมด ทั้งมาแบบเป็นครอบครัว เพื่อฝูง หรือซื้อทัวร์กันมา

ไม่แปลกใจเลยที่ชาวต่างชาติจะรู้สึกประทับใจกับการที่ได้ขึ้นขี่หลังช้าง ป้อนอาหารและเล่นกับมันอย่างใกล้ชิด เพราะบ้านเมืองของเขานั้นไม่มี และด้วยความที่ช้างเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขาม แต่คนไทยสามารถทำยักษ์ใหญ่นี้กลายมาเป็นเพื่อนที่แสนรู้ และอยู่อาศัยกับมันอย่างเป็นมิตรมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ส่วนใหญ่ควาญช้างของที่นี่จะเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ และเลี้ยงช้างกันมาตั้งแต่สมัยก่อน จากเดิมที่เลี้ยงไว้ลากไม้ลากซุงในป่า ปัจจุบันป่าหมดไป การท่องเที่ยวจึงเอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านแถบนี้ ซึ่งการรู้จักประยุกต์วิถีชีวิตกับสิ่งที่มีอยู่ให้กลายมาเป็นรายได้ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดีกว่าการนำช้างเข้ามาทรมานในเมืองกรุง

 

 




สำหรับเส้นทางนั่งช้างมีระยะทางไม่ไกล เป็นเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านเล็กๆ แล้วลงสู่แม่น้ำ ช่วงนี้เราเห็นช้างบางตัวใช้งวงพ่นน้ำเพิ่มสีสันตามคำสั่งควาญช้าง ซึ่งก็ทำให้คนนั่งเปียกปอนกลับไปแบบพอสดชื่น ใครที่เพิ่งเคยนั่งช้างเป็นครั้งแรกคงเข้าใจความรู้สึกที่หวาดเสียว และต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักกับจังหวะโครงเครงเมื่อช้างเดิน แต่รับรองว่าเมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วจะรู้สึกสนุกจนไม่อยากลงเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเราเดินทางต่อมายัง “น้ำตกเอราวัณ” มาชมความสวยงามของธรรมชาติและสายน้ำ

น้ำตกเอราวัณ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกเอราวัณ ที่มีพื้นที่ครอบคลุม อ.เมือง อ.ศรีสวัสดิ์ และ อ.ไทรโยค มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมากมายนิยมมานอนแช่น้ำกันที่นี่

 




น้ำตกเอราวัณเป็นน้ำตกหินปูน มีทั้งหมด 7 ชั้น มีลำธารน้ำทอดตัวเป็นชั้นเหมือนน้ำตกเล็กๆ อยู่เป็นระยะ ความสวยงามของแต่ละชั้นนั้นแตกต่างกันออกไป ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะนิยมเล่นน้ำกันที่บริเวณชั้น 2 เพราะว่าเดินไม่ไกล และยังมีพื้นที่สำหรับปูเสื่อนั่งชมธรรมชาติและใกล้กับห้องน้ำ

น่าเสียดายที่เรามีเวลาเดินขึ้นไปแค่ชั้น 4 จึงอดชมความงามของหัวช้างเอราวัณที่ถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติจนกลายมาเป็นชื่อของน้ำตก

อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่อยากมาเที่ยวที่นี่ควรเผื่อเวลาเดินเที่ยว เล่นน้ำให้พอเหมาะกับน้ำตกทั้ง 7 ชั้นไว้ก่อน เพราะว่าใช้เวลาเดินขึ้นลงพอสมควร ถ้าเราไปถึงน้ำตกเกินเวลาที่กำหนดหรือสภาพอากาศไม่เป็นใจ ทางที่ทำการก็จะไม่สามารถอนุญาตให้เดินขึ้นถึงชั้น 7 ได้

 




สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือความแตกต่างระหว่างนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ คือมารยาทและจิตสำนึกของการท่องเที่ยว กลุ่มวัยรุ่นชายเกือบสิบคนลงเล่นน้ำก็เป็นเรื่องปกติดี แต่การที่ส่งเสียงเอะอะโวยวายจนเกินพอดีนั้น มันเป็นการทำลายบรรยากาศในการเที่ยวน้ำตกของคนอื่นไปอยู่มากโข จนฝรั่งหลายคนถึงขนาดถอนหายใจและพาครอบครัวของตังเองเดินกลับไปเล่นน้ำตกชั้นอื่นแทน

น้ำตกเอราวัณ แม้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคือสถานที่ที่เปิดกว้างให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนได้มาสัมผัส แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีขอบเขตที่พอดี เพื่อที่จะสามารถแบ่งความสวยงามทางธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวคนอื่นเขาได้ดื่มด่ำกันบ้าง

หลังจากใช้เวลาเก็บภาพประทับใจของน้ำตกแล้ว “ตะลอนเที่ยว”เดินทางต่อมาเข้าที่พักชมบรรยากาศของเขื่อนศรีนครินทร์ที่ “เลค เฮฟเว่น รีสอร์ทแอนด์ปาร์ค” เป็นที่พักที่ตั้งอยู่บนทะสาบเหนือเขื่อน ซึ่งนอกจากบ้านพักแต่ละหลังจะอยู่บนแพลอยน้ำแล้ว ที่นี่มีกิจกรรมทางน้ำที่หลากหลาย และเหมาะสำหรับการมาพักผ่อนกันแบบครอบครัว จริงๆ แล้วบริเวณทะเลสาบเหนือเขื่อนศรีนครินทร์นั้นมีที่พักสไตล์นี้อยู่หลายแห่ง ซึ่งสามารถเลือกมาพักผ่อนนอนแช่น้ำก็ได้ไม่มีปัญหา และขอบอกว่าวิวยามเย็นของที่นี่สวยอย่าบอกใคร

 





ห้วยแม่ขมิ้น

เช้าวันรุ่งขึ้น เรานั่งเรือไปชมทะเลสาบเหนือเขื่อน ในช่วงนี้ระดับน้ำไม่สูงเหมือนเคย เกาะแก่งที่เห็นต่างๆ ปรากฏเป็นร่องรอยของระดับน้ำ จุดหมายของเราในวันนี้คือการมาชมความงามของ“น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น” ที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เหตุที่ต้องเดินทางด้วยเรือก็เพราะว่าจะสบายกว่าการใช้เส้นทางถนน เรานั่งเรือมาประมาณ 1 ชม. ก็จอดเทียบท่าและต้องเดินเท้าไปขึ้นรถเพื่อไปยังที่ทำการอุทยานซึ่งเป็นที่ตั้งของน้ำตก


น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า แต่ละชั้นมีความสูงและความ งดงามต่างกันไป ส่วนการเดินชมน้ำตกนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือส่วนของน้ำตกชั้นที่ 5-7 และอีกส่วนหนึ่งคือน้ำตกชั้นที่ 4 ลงมาถึงชั้นที่ 1 ซึ่งเราเลือกที่จะเดินไปยังชั้นบนสุดก่อนเพราะว่าใช้เวลาเดินพอสมควร

 

 




ลักษณะป่าบริเวณนี้เป็นป่าไผ่ สลับกับไม้ยืนต้นแต่ไม่ถึงกับมีไม้ขนาดใหญ่มากนัก มีผีเสื้อ จิ้งเหลน และแมลงน้อยใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก เราเดินเก็บภาพไล่ลงมาทีละชั้นจนถึงชั้น 1 อาจเป็นเพราะการเดินทางที่ออกจะยากลำบากสักเล็กน้อยทำให้นักท่องเที่ยวไม่มากมายนัก แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเลย ข้อดีของสถานที่ท่องเที่ยวประเภทนี้คือเป็นการคัดกรองและจำกัดนักท่องเที่ยวได้โดยตัวเอง ผลระยะยาวทำให้ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่เกิดจากนักท่องเที่ยวสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

พูดถึงการเที่ยวอุทยานแห่งชาติแล้ว พาสปอร์ตอุทยาน ซึ่งมีไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นำตราสัญลักษณ์ของแต่ละอุทยานมาประทับ สะสมไว้นั้น ในบ้านเรายังเป็นที่รู้จักในวงแคบเกินไป ความจริงแล้วเราสามารถใช้เจ้าพาสปอร์ตอันนี้สร้างแรงกระตุ้นในการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติได้มากขึ้นกว่าเดิมไม่มากก็น้อย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การเที่ยวอุทยานแห่งชาติต่างๆ นอกจากจะมีการควบคุมที่เข้มงวดกว่าไทยเป็นไหนๆ แล้ว การที่สะสมตราแสตมป์ครบเล่ม ยังสามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลต่างๆ ได้ แม้มีมูลค่าไม่มาก แต่สามารถสร้างแรงจูงใจในการเที่ยวได้มากขึ้น และเมื่อมีเงินหมุนมากขึ้น การพัฒนาของอุทยานต่างๆ ก็สามารถทำได้เอง ถ้ายังมองไม่ชัด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ จากการสะสมแสตมป์แลกรางวัลของสถานีรถไฟในญี่ปุ่นได้ ว่าแรงจูงใจเล็กๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

 



หลังจากชื่นชมธรรมชาติที่สวยงาม สิ่งที่ควรนำติดตัวกลับบ้านไปคือความประทับใจและรูปถ่ายเท่านั้น เราใช้เวลากว่าค่อนวันอยู่ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นแห่งนี้ เหตุเพราะความสวยงามสองข้างทางเมื่อเดินชมน้ำตก ทั้งสายน้ำ ความเขียวขจีของต้นไม้ และสีเขียวของน้ำซึ่งเกิดจากหินปูน ถ่ายรูปไปพลางเอาขาแช่น้ำไปพลางมีความสุขอย่าบอกใคร


ส่วนใครที่ต้องการเก็บภาพน้ำตกแล้ว นอกจากอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้อย่างกล้อง และขาตั้งกล้องแล้ว เรายังต้องคอยลุ้นกับธรรมชาติอีกทางหนึ่ง ในวันที่แดดจัด การถ่ายภาพน้ำตกต้องอาศัยฟิลเตอร์สำหรับตัดแสงอย่าง PL หรือ ND เพื่อให้กล้องสามารถใช้ชัตเตอร์สปีดที่ต่ำ จนได้ภาพสายน้ำที่ดูนุ่มละมุน แต่ถ้าแดดแรงจนเกินไปคงต้องได้แต่นั่งมองความงามกันตาปริบๆ ซึ่งก็เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง

 



หลังดื่มด่ำกับน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นจนชุ่มปอด เราล่องเรือกลับมาขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.ทองผาภูมิ เพื่อมานอนแช่น้ำเย็นๆ กันที่บ้านห้วยอู่ล่อง ที่พักสไตล์เรียบง่ายใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยมี “โจอู่ล่อง” ผู้บุกเบิกน้ำตกหลายแห่งในทองผาภูมิเป็นเจ้าของกิจการ ที่นี่นอกจากมีบริการเที่ยวทองผาภูมิในรูปแบบการผจญภัยต่างๆ แล้วเรายังสามารถนอนแช่น้ำในลำธารที่ไหลผ่านกลางรีสอร์ท วิวสะพานไม้สวยๆ กับต้นไม้ และสายน้ำ น่าจะถูกใจเด็กๆ ตลอดจนผู้ใหญ่หลายคน

จากห้วยอู่ล่อง เราปิดท้ายทริปนี้ด้วยการแช่น้ำอุ่นๆ กันที่“น้ำพุร้อนหินดาด” ซึ่งถูกค้นพบโดยทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการขุดทางสร้างรางรถไฟ จนปัจจุบันกลายมาเป็นที่เที่ยวที่ได้รับความนิยมอีกที่หนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเชื่อกันว่าการมาแช่น้ำพุร้อนที่นี่สามารถรักษาโรคได้หลากหลาย ทั้งโรคไขข้อ โรคเกี่ยวกับกระดูก โลกผิวหนัง ซึ่งได้รับการยืนยันจากคุณป้าท่านหนึ่งมาว่าสามารถรักษาโรคได้จริงๆ จนต้องขับรถมาจากกรุงเทพฯ ทุกอาทิตย์เพื่อมาแช่น้ำ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ให้ความนิยมไม่แพ้กัน มานอนแช่น้ำพุร้อน ขัดตัวด้วยกากกาแฟ กันเป็นครอบครัว

 

 




แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศช่วงนี้ไม่ร้อนแรงอย่างที่ควรจะเป็น นั่นเป็นเพราะช่วงนี้ธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ทำให้ต้องกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่มนุษย์ทำร้ายทำลายธรรมชาติ ซึ่งเมื่อธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนมาถึงเราขนาดนี้แล้ว

ยังไม่สายที่ควรจะหากินกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัย ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา

Loading...

ข่าวประชาสัมพันธ์ อัพเดตล่าสุด