“เกาะมุก” ดินแดนประกายมุกและแสงระยับแห่งถ้ำมรกต

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
หลายท่านเปรียบเปรยความงามแห่งสรรพสิ่งว่าสวยแบบนั้น งามแบบนี้ หลายสิ่งเป็นดังคำกล่าว แต่ในทางตรงกันข้ามอาจกล่าวเกินจริงและถ้าจะให้แน่ใจหรือเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา นั่นหมายถึงการได้ไปสัมผัส พิสูจน์ให้ได้รู้ ได้เห็นจริง

“เกาะมุก” หนึ่งในสี่สิบเกาะแห่งทะเลอันดามัน ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จัดเป็นเกาะใหญ่อันดับสามของจังหวัดตรัง ที่สวยไม่แพ้เกาะใดๆ ซึ่งเกาะนี้เต็มไปด้วยหอยมุกนับแสนนับล้านตัวที่ดื่มด่ำซ่านซึม ซอนซุกตัวอยู่ตามแนวหินและปะการัง ตั้งแต่บริเวณหน้าเกาะมุกเรื่อยมาจนปลายสะพานท่าเทียบเรือของเกาะ กระทั่งแนวน้ำลึกลงไปถึงท้องทะเล ความมากมายของพวกมันจึงเป็นชื่อเรียกขนานนามของ “เกาะมุก” ให้เป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน



ไม่เพียงเกาะมุกที่ดาษดื่นไปด้วยหอยกาบคู่พวกนี้เท่านั้น ปะการังเขากวางน้อยใหญ่ ดอกไม้ทะเลแสนสวยหลากสีสัน หญ้าทะเลใบเขียวอมน้ำตาลจานเด็ดของเหล่าพะยูน ปลาดาวสีแสดตัวโตเท่าฝ่ามือ ก็มารวมพลพรรครักษ์ทะเลอันดามัน แม้จะถูกรุกรานหาญน้ำใจจากชาวบ้านบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ต้องหนีหายปลีกวิเวกไปหาบ้านใหม่ ประกาศเป็นเจ้าถิ่นแหล่งบริบูรณ์ความบริสุทธิ์ของทรัพยากรให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ของพวกมัน จึงทำให้ทั้งคนได้พึ่งพิงสรรพสัตว์ และสัตว์ได้รับการอนาทรไม่รบรากอบโกยจนเกินพอดี เอื้อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย



“ถ้ำมรกต” ที่ใครได้ไปเที่ยวเมืองตรังคงพลาดไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยความตื่นเต้นที่หลายๆ ท่านต้องลอยคอลอดถ้ำปริ่มน้ำในระยะทางแสนลุ้น 80 เมตร ซึ่งเป็นนาทีระทึกใจ ที่กว่าจะหลุดออกมาจากโพรงถ้ำ ก็คงต้องใช้ความสามารถในการดึงเชือกประคองตัวและตะกายฝาผนังถ้ำมุดออกมาให้ได้เร็วที่สุด จนกระทั่งได้เปิดประตูสู่ดินแดนสวรรค์ ตื่นตาตื่นใจกับผืนน้ำใสสีมรกต ส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงสู่ใจกลางของหุบเขา ที่มีพรรณไม้ดิบชื้นแย่งชิงไต่ระดับสูงชันตามภูผา และได้สัมผัสกับหาดทรายขาวละเอียดสะอาดตา ทำให้หายเหนื่อยกับช่วงเวลาที่อุตส่าห์ลอดโพรงที่ยาวนานได้เป็นปลิดทิ้ง งามสมชื่อถ้ำมรกตมากมาก ฟันธง......



สงสัยไหมว่าทำไมอยู่ๆ พูดถึงเกาะมุก แล้วกระโดดไปถ้ำมรกต.... คิดแล้วก็ปวดหัวเปล่าๆ งั้น เฉลยเลยดีกว่า เพราะถ้ำมรกตเป็นส่วนหนึ่งของเกาะมุก และเกาะมุกนี่แหละก็คือถ้ำมรกต ยัง...ยังงงกันอยู่ ไม่ต้องทำหน้าสงสัยไป เพราะถ้ำขึ้นชื่อนี้อยู่บนเกาะเดียวกันนี้ก็คือเกาะมุก เพียงแต่ต้องอ้อมไปหลังเกาะทางทิศตะวันตกใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ก็จะพบกับถ้ำมรกต หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ถ้ำน้ำ” ที่สวยงามควรค่าแก่การสัมผัสเหลือเกิน



ไขข้อข้องใจเกาะมุกกับถ้ำมรกตว่าเป็นที่เดียวกันไปแล้ว ทีนี้ก็คงไม่มีอะไรติดค้างคาใจที่ว่ามาเกาะมุกแล้วจะสวยไหม หรือจะไปถ้ำมรกตดี สรุปง่ายๆ มาที่เดียวได้สองเด้ง (คุ้นๆ คิงๆ แหม่มๆ แจ๊คๆ อะไรประมาณนั้น...) งั้นมาดูเด้งสาม เด้งสี่ และอีกหลายเด้งกันต่อดีกว่า ทริปนี้สนุกแบบเด้งดึ๋งๆ แน่นอน แต่ก่อนจะไปสนุกขอเบรคพักฟังสิ่งที่น่าสนใจสักแป๊บ... 5 4 3 2 ...



โดยพื้นเพของทะเลอันดามันนั้นแทบจะทุกที่ ผืนน้ำก็จะสีฟ้าอมเขียวหรือที่เรียกว่าสีมรกตนั่นเอง จึงไม่ต้องแปลกใจว่าลงมาโซนภาคใต้จะไม่ได้พบกับน้ำมรกต ส่วนในเรื่องความเค็มนั้น เค็มแบบคอนเฟิร์ม (เพราะกัดหน้าผู้เขียนมาแล้ว) ตรงนี้ผู้ที่มาเที่ยวต้องระวังตัวกันเองสักนิด จะพกเสื้อกันฝน กันลมกันแดด ทรีอินวัน(3 in 1) ในหนึ่งตัวก็น่าจะเหมาะ เพราะน้ำเค็มที่มาจากทะเลลึกกับน้ำเค็มทะเลโคลนแถวแม่กลอง มหาชัยนั้นยังเค็มไม่เท่าเพราะเป็นทะลโคลนปากอ่าว ความเค็มเจือจางกว่ากันแน่นอน (ส่วนเรื่องความเค็มส่วนตัวใครนั้น อันนี้ต้องพิสูจน์กันเอง)



เบรคฟังสิ่งที่น่าสนใจไปพอสมควรมาสนุกกันดีกว่า ไหนๆ ก็มาทะเล เที่ยวชมความงดงามของเกาะต่างๆ ทั้งที ก็ต้องพาไปชมของดีๆ ให้สมชื่อท่องเที่ยววิถีไทย กันดีกว่า

ดำน้ำดูปะการังสารพัดเกาะ ทั้ง “เกาะไหง” ที่อยู่ภายใต้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา รอยต่อระหว่างจังหวัดตรังและกระบี่ เป็นเกาะขนาดเล็ก ความยาวของหาด 2.2 กิโลเมตร มีหาดทรายขาว เงียบ สงบ ไม่มีรถยนต์วิ่งบนเกาะ และเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ปลายๆ เกาะ ใกล้กับเกาะไหงรีสอร์ท มีแนวปะการังสวยงามและยังพบกับแหลมที่มีลักษณะคล้ายเจ้าแม่กวนอิมหรือที่เรียกว่า “แหลมกวนอิม” และหากเดินมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็จะได้เดินเล่นบนหาดทรายยาว 1 กิโลเมตรของอ่าวโกตงที่เดียวกับเกาะไหงพาราไดซ์ ซึ่งแต่ละจุดนั้นสามารถลงเล่นและดำน้ำได้ตามความพอใจ หรือถ้าใครอยากไปชมวิวทะเลตรังทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกบนยอดเขา แนะนำให้เดินเท้าประมาณ 2 กิโลเมตร ขึ้นไปที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ได้ เรียกว่าที่นี่เหมาะกับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติและท้องทะเลแบบสุดขั้ว


เกาะม้า ตั้งอยู่ด้านหน้าเกาะไหง ห่างประมาณ 1.5 กิโลเมตร และห่างจากฝั่งท่าเทียบเรือปากเมง 14 กิโลเมตร เป็นเกาะหิน ไม่มีชายหาด เป็นจุดชมปะการังหินอ่อนต้นเล็กๆ สีสันสวยงาม ทั้งสีแดง ส้ม ชมพู ที่อยู่ตามพื้นในระดับน้ำตื้นๆ และกระแสน้ำไม่แรง รวมถึงมีกอดอกไม้ทะเล และปลาการ์ตูนเป็นจำนวนมาก แม้อาจจะสวยสู้ร่องน้ำจาบังที่เกาะตะรุเตาไม่ได้ หากแต่ระยะทางใกล้ ใช้เวลาเดินทางน้อย ประหยัดค่าใช้จ่าย และเที่ยวได้ภายในวันเดียว


เกาะเชือก เกาะเล็กๆ ภายในวงล้อมของเกาะมุกและเกาะกระดาน ห่างจากเกาะม้า 1.5 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีการทำสัมปทานรังนก รวมถึงมีพรรณไม้ดิบชื้น จุดชมปะการังหินอ่อน ปะการังแข็ง ดอกไม้ทะเล กัลปังหา ในระดับน้ำตื้นๆ สลับอยู่ตลอดชายฝั่ง และเป็นแนวปะการังที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาก แต่จะมีกระแสน้ำไหลค่อนข้างแรง



เกาะกระดาน อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะมุก ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ลักษณะเหมือนภูเขาห้าลูกเรียงตัวติดกัน บนเกาะมีพรรณไม้เป็นป่าดิบชื้น มีแนวปะการังแข็งตลอดชายฝั่ง และทางทิศใต้มีปะการังเขากวาง เขากวางก้านยาว ปะการังเห็ด ปะการังสมอง ปะการังอ่อน และกัลปังหา รวมถึงพรรณปลานานาชนิด ปลาเก๋า ปลานกแก้วหลากสี ปลาปักเป้า หอยเม่น โดยเฉพาะปลาเสือที่มีมากมายเป็นพิเศษ แค่เอาเท้าจุ่มพวกมันก็ว่ายปรี่เข้ามาทันที คงนึกว่าเป็นขนมปังจากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม เล่นเอาตื่นเต้นเป็นการใหญ่ทั้งกลัวทั้งอยากจับเพราะเยอะมากจริงๆ สีสันสวยมากๆ แถมน้ำก็ใสกิ๊ง



หลังจากที่เดินทางออกไปเที่ยวตามเกาะใกล้เคียง กลับมากันที่ “เกาะมุก” เกาะสุดท้ายซึ่งเป็นเกาะที่เราได้เข้าพักโฮมสเตย์และใช้ชีวิตร่วมกับชาวมุสลิมบนเกาะด้วยกัน

แต่เดี๋ยวก่อน...เมื่อเราออกไปตะลอนเที่ยวดำดูปะการังสารพัดเกาะ ดูถ้ำมรกตมาแล้ว เรือแล่นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอ้อมท้ายเกาะเข้ามาตรงถึง “อ่าวโลดัง” ตรงนี้เองที่หลายคนต้องอยากสัมผัสแน่นอน เพราะเป็นอาณาจักรของ “ปลาดาว” มันไม่ใช่ปลาดาวธรรมดา เพราะมันเป็นปลาดาวยักษ์ ตัวโตเท่าฝ่ามือ สีแสดมากๆ เปลือกแข็ง และไม่ดุ เพราะมันไม่กัดเรา เมื่อเวลาเราจับมัน มันจะทำตัวแข็งประหนึ่งเป็นตระคริว แต่ก็อย่าจับมันนานเพราะมันเป็นสัตว์ใต้น้ำ ไม่ใช่สัตว์บกอย่างเราๆ (แต่เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่กล้าจับ เพราะแค่เห็นตัวมันก็กลัวในความใหญ่ซะแล้ว) เมื่อจับมันขึ้นมาประชันโฉม จับพวกมันป็นนายและนางแบบถ่ายรูปกันไปหลายเทค หลากแอ็กชั่น กันพอหอมปากหอมคอ ก็ส่งพวกมันลงน้ำให้หายเกร็งเช่นเดิม น้ำตรงนี้แม้จะไม่ลึกมาก ยืนก้มๆ เงยๆ ดูพวกมันอยู่บนเรือก็พอจะเห็นรูปร่างตะครุ่มๆ หรือจะลงไปดำดูบ้านของพวกมันให้เต็มตา ควรใส่ชูชีพป้องกันด้วยจะเป็นดีที่สุด ซึ่งสายน้ำช่วงนี้ค่อนข้างไหลแรงพอสมควร



กลับมาที่เกาะมุกกันต่อ บริเวณใต้หัวแหลมเกาะมุกจะเป็นป่าชายเลน ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะมีปะการังอ่อนหลากสี ทิศตะวันออกเป็นแนวหญ้าทะเลจำนวนมาก แต่จริงๆ แล้วแค่เราล่องเรือออกมาจากท่าเรือควนตุ้งกูประมาณ 25 นาที มาถึงตรงบริเวณท่าเทียบเรือเกาะมุกเราก็พอจะมองเห็นโลกใต้น้ำได้ลางๆ ยิ่งตอนน้ำลด จะมองเห็นได้ชัดเจนเลยว่า มีโขดหิน แนวปะการังสีต่างๆ รวมถึงหญ้าทะเล และหอยมุก (ส่วนไข่มุกในตัวหอยแล้วแต่ดวง) ซึ่งส่วนใหญ่คนบนเกาะมักจะมาเก็บหอยมุกเพื่อไปทำเป็นอาหาร แต่จะเมนูอะไรนั้น ต้องมาลองจับลองชิมกันเอง



หอยมุกที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นหอยมุกเนื้อ ซึ่งนำมาทำอาหารเป็นเมนูต่างๆ เหมือนกับหอยทั่วๆ ไป แต่ถ้าใครอยากจะงมหอยหาไข่มุกสักเม็ด คงยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร เพราะมุกแท้ตามธรรมชาติหายากกว่าหาปู ปลาสักตัวหนึ่งอีก ถ้าใครเจอถือว่าโชคดีมาก อาจจะได้เป็นมุกที่ไม่สมบูรณ์กลมเกลี้ยงนัก แต่ก็สวยแบบธรรมชาติรังสรรค์ปั้นแต่ง สมบูรณ์มาแต่ชาติกำเนิด นึกๆ ไปก็เหมือนผู้หญิงสวย ที่สวยมาแต่เกิด มาแต่ดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันหาได้น้อยเต็มที มีแต่แนวเกาหลี ตากลม คมด้วยอายไลน์เนอร์ ผิวต้องขาว ขาวด้วยบีบี ปรุงแต่งจนหมดความเป็นตัวของตัวเอง แม้หน้าตาจะกระเดียดไปทางหม่องชายขอบก็ตามที เห็นแล้วอายหอยๆๆๆๆๆ (มุก)



อิ่มเอมใต้ท้องน้ำและซึมซาบบรรยากาศเหล่าหมู่เกาะมาเต็มที่ คราวนี้ขอขึ้นบกมาอาบน้ำชำระกลิ่นทะเล แล้วมาทักทาย มะ ป๊ะ โต๊ะ ฮัจยี ฮัจยะ ที่ “โฮมสเตย์ เอ เกาะมุก” ที่นี่เขาต้อนรับด้วยไมตรีเหมือนลูกหลาน ดูแล้วอบอุ่นไม่น้อย


หลังจากเลาะเลี้ยวดำผุดดำว่ายเที่ยวรอบเกาะมาจนหอมปากหอมคอ ขอยกพลขึ้นบกที่ “โฮมสเตย์ เอ เกาะมุก”
กับบ้านพักโฮมสเตย์ 5 หลัง ที่พักได้หลังละ 2 ท่าน เป็นห้องพัดลมทั้งหมด พร้อมกับการต้อนรับด้วยไมตรีอันอบอุ่น ตามด้วยเหล่าคาราวานซีฟู๊ดคับคั่ง ปูม้าเนื้อแน่นๆ สดๆ นึ่งจานโต ปลาทอดขมิ้นเหลืองกรอบ แกงเหลืองปลากุเลา แพนงไก่หวานมันเข้มข้น น้ำพริกมะม่วงจัดจ้านแกล้มผักสดกรุบกรอบเคี้ยวดังกล้วมๆ อาหารพื้นบ้านฝีมือแม่ครัวหัวป่าก์ แค่นี้ก็อิ่มอกอิ่มใจเป็นไหนๆ



สำหรับไฟฟ้าที่ใช้บนเกาะมุกจะกำหนดเวลาปิดเปิดเป็นช่วง คือ 08.00-13.00น. และ 17.00 -24.00 น. อาจทำให้ไม่สะดวกสักหน่อยสำหรับคนต่างถิ่น แต่ก็ทำให้บนเกาะสงบและไม่พลุกพล่านจนเกินไป ที่สำคัญได้ช่วยกันประหยัดพลังงานลดโลกร้อน


ชุมชนบนเกาะมุกนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการเดินทางมาที่เกาะนี้คงต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยพอสมควรไม่ประเจิดประเจ้อนัก ท่านใดที่ถนัดสายเดียว หลายสาย หรือไม่มีสายจึงต้องเก็บพับไว้สักพักก่อน ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ หนูๆ ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง



วิถีท้องถิ่นของชาวเกาะมุก เป็นการประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก มีการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวออกไปชมเกาะต่างๆ เดินป่าแคมปิ้งตามทรัพยากรที่ท้องถิ่นตนมีอยู่ รวมถึงการต้อนรับนักท่องเที่ยวและเยี่ยมชมวิถีชีวิตและเข้าพักในโฮมสเตย์ หรือการท่องเที่ยวแบบ CBT เข้าใจกันง่ายๆ คือการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยไม่ทำให้วิถีที่เป็นอยู่ของชุมชนเปลี่ยนไป ที่โฮมสเตย์ เอ เกาะมุก ก็ทำได้ดีทีเดียว ซึ่งก็ได้ผ่านการรับรองเป็นโฮมสเตย์มาตรฐานมาหมาดๆ


การได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในชุมชน ตลาดมุสลิมตอนเช้าๆ คึกคักทีเดียว ไม่ไกลจากโฮมสเตย์จะพบกับอาหารพื้นถิ่น ทั้งข้าวหมกไก่ ข้าวยำ กาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋ตัวโต๊โต อร่อยมากๆ กินตัวเดียวอิ่มไปครึ่งวัน ข้าวเหนียวย่างร้อนๆ กับอากาศเย็นๆ เข้ากันที่สุด


อิ่มอร่อยมาพอสมควร ก็ถึงเวลานั่งรถพ่วงข้างออกตระเวนดูรอบๆ ชุมชน เราก็จะได้พบกับวิถีชีวิตชาวประมงอวนปูม้า ที่จะนำอวนขึ้นมาปลดปู ปลา หมึก กุ้ง ที่ติดอยู่ออก และทำความสะอาดนำเศษผงต่างๆ ออกก่อนจะสาวอวนเก็บลงห่อ สำหรับใช้ออกหาปูปลาในค่ำคืนต่อไป


จากนั้นเราก็ไปดูกลุ่มแม่บ้านทำเครื่องแกงตำมือเกาะมุก เครื่องแกงที่นี่ต้องบอกว่าคุณภาพมากๆ เพราะดูจากอายุคนตำแล้ว รวมๆ กันก็น่าจะเกิน 200 ปี การตำก็มืออาชีพสุดๆ ตำกระจายไม่กลัวแรงหมดกันเลยทีเดียว วัตถุดิบที่นำมาใช้คัดเองกับมือ ปลอกเปลือกเอง ทำเองทุกขั้นตอน ที่สำคัญหากไม่สั่งไว้ล่วงหน้าอดรับประทานพริกแกงชั้นดีแน่นอน


หลังจากดูการตำน้ำพริกของบรรดาโต๊ะ (ย่า ยาย) ทั้งหลาย ลุ้นจนน้ำหมากกระจายกันไปแล้ว เราก็เดินไปชมชุมชนกันต่อ เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอมุมสวยๆ หลายมุม เก็บภาพกันได้ตามสะดวก แล้วก็เดินมาถึงกลุ่มฟื้นฟูประมงชายฝั่ง สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลและพุดคุยเรื่องราวช่วงสึนามิและการป้องกันภัยต่างๆ ได้ ใกล้ๆ กันมีอู่ต่อเรือประมงและแหล่งรวมผลิตภัณฑ์ชุมชนก็สามารถเดินเยี่ยมชมได้เช่นกัน


สายๆ หน่อย นั่งรถพ่วงข้างกลับมาทางโฮมสเตย์ซึ่งจะผ่านโรงทำยางพาราแผ่น ก็แวะเข้าไปดูกรรมวิธีการทำที่สามารถขอลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองได้ น้ำยางพาราดิบถูกบรรจุอยู่ในถาดอะลูมิเนียมโดยมีโซดาไฟผสมทำให้เนื้อยางจับตัว จับตัวพอได้ที่ก็ถึงเวลานำลงนวดด้วยฝ่าเท้า (นี่คือสปาเท้าจริงๆ เพราะคนทำต้องนวดและเกรี่ยให้เนื้อยางแผ่ออกโดยใช้เท้าเหยียบนวดเป็นแผ่นสัก 4-5 รอบก่อน พอแผ่นกว้างเนื้อยางเสมอได้ที่ จึงนำขึ้นแท่นรีดยางอีกที) เท้าของคุณจะออกมาขาวดูดีทันที ไม่เชื่อดูเท้าของพี่ๆ ที่เขาทำได้เลยมาขาวแค่ไหน หรือจะลองทำพี่ๆ เขาก็ไม่ขัดข้อง


เดินเหงื่อซึมมาพอสมควรก็เข้าไปพักดื่มน้ำมะพร้าวสดจากต้นกันก่อน ที่นี่ต้อนรับด้วยน้ำมะพร้าวเป็นของสดที่ได้จากสวน เรียกว่า หาทานกันได้ตลอด และนอกจากน้ำมะพร้าวจะทำให้แก้กระหายและเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดแล้วนั้น สุดยอดเคล็ดลับของน้ำมะพร้าวที่เราได้จาก “บังเอ ศักยะ ดำย่ำ” ผู้ก่อตั้งโฮมสเตย์ เอ เกาะมุก ก็คือ การดื่มน้ำมะพร้าวหลังจากดำน้ำดูปะการัง จะช่วยผลักน้ำทะเลที่เราสำลักกินตอนดำน้ำและตอนขึ้นมาปะทะกับแสงแดดและการกระแทกของคลื่นลมจากการนั่งเรือได้ดี จะทำให้เราไม่อาเจียนหรือเมาเรือได้ จึงทำให้ข้าพเจ้าหลุดรอดจากการเมาคลื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งทุกครั้งที่เราลงเรือออกไปตามเกาะต่างๆ บังเอจะนำมะพร้าวอ่อนติดเรือมาด้วยตลอด ก็เลยถึงบางอ้อ ณ บัดนี้เอง ขอบคุณหลายๆ เด้อ...บังเอ


การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะมุกยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพียงแต่ระยะเวลาที่ข้าพเจ้าได้ลงไปสัมผัสกลับหมดลงก่อน แต่ละเกาะที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่หลายๆ ท่านมาแล้วต้องได้ไปแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับเวลาที่ท่านมา และแพคเกจที่ท่านเลือก


บังเอจึงฝากโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาหลายทริปทีเดียว ทั้งแพคเก็จ 5 เกาะ 10 จุดดำน้ำ 3 จุดเดินเล่น ตรงนี้ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ดำน้ำเกาะต่างๆ ที่ได้แนะนำไปเมื่อตอนต้น ไปดูแหล่งปลาการ์ตูนที่มากที่สุดอยู่ที่ถ้ำเสือ อยู่ใกล้ๆ ที่เกาะมุกนี่เอง หรือ


แพคเกจเหมาะสำหรับท่านที่ลุยๆ ชอบความท้าทาย แคมปิ้ง 3 วัน 2 คืน ดูหินงอกหินย้อยที่ถ้ำเพชร อยู่ใกล้ๆ ถ้ำมรกต ดูนก ลิงแสม พันธุ์ไม้จันผา มะพร้าวภูเขา ถ้ำจีน หรือท่านใดสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น 2 วัน 1 คืน ก็จะเป็นพิธีการวันเฉลิมฉลองต่างๆ ของชาวมุสลิม วันฮารีรายอ มีเฉพาะเดือนตุลาคม ถึง เมษายน หรือเที่ยวทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ก็ 3 วัน 2 คืนเช่นกัน


หากใครอยากไปดำน้ำดูปะการังให้ไกลอีกหน่อยที่อ่าวสวรรค์ อ่าวม่วง เกาะรอกนอก แหลมนกนางแอ่น ที่จังหวัดกระบี่ พี่เอก็ไม่ขัดข้อง


การเดินทางมาเที่ยวที่เกาะมุกก็ไม่ยากเลย จากกรุงเทพนั่งรถที่สถานีขนส่งสายใต้ สายกรุงเทพ – ตรัง ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง ราคาประมาณ 600 บาท เมื่อมาถึงสถานีขนส่งที่จังหวัดตรังให้นั่งตุ๊กๆ รอบเมืองมาลงที่คิวรถตู้ หาดยาว-ท่าเรือควนตุ้งกู ประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 100 บาท หากมีการติดต่อเข้าพักที่โฮมสเตย์ไว้แล้ว ให้โทรไปที่โฮมสเตย์เพื่อมารับที่ท่าเรือควนตุ้งกูได้เลย


ราคาที่พักและโปรแกรมท่องเที่ยวอาจมีเปลี่ยนแปลงได้ตามเหมาะสม สามารถพูดคุยติดต่อกับทาง บังเอ ศักยะ ดำย่ำ โฮมสเตย์ เอ เกาะมุก 203/3 หมู่ที่ 2 บ้านเกาะมุก ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง 92110 โทรศัพท์ : 080-647-0905


ไม่น่าเชื่อเลยว่าเมืองไทยจะมากมายไปด้วยอัญมณีล้ำค่าทางแหล่งท่องเที่ยว ทั้งมุกและมรกตปรากฎในที่เดียวกัน ส่องประกายฉายแสงให้ผู้คนทั่วโลกต้องมนต์มาเยี่ยมกรายนับครั้งไม่ถ้วน และหากไม่ได้ไปสัมผัสสักครั้งคงน่าเสียดายไม่น้อย...
...อัสสะลาม มุอะลัยกุม.. ขอความสันติจงมีแด่ท่าน...

Loading...

ท่องเที่ยววิถีพอเพียง อัพเดตล่าสุด